ราแป้ง (Powdery mildew) คือโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เห็นเป็นผงสีขาวหรือสีเทาเหมือนโรยแป้งบนใบ ยอด ดอก และผลอ่อน เชื้อปลิวไปตามลม ชอบอากาศกลางวันอุ่น กลางคืนเย็น และความชื้นในอากาศสูง แก้ได้ด้วยการตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง เปิดทรงพุ่มให้ลมผ่าน และพ่นสารป้องกันเชื้อราตามรอบ
กลางเดือนตุลาคมแบบนี้คือช่วงปลายฝนต้นหนาว เช้ามีหมอก กลางวันยังอุ่น หลายบ้านเริ่มเห็นใบพริก แตงกวา มะเขือ มีผงขาวขึ้นเป็นดวงๆ ถ้าปล่อยไว้ ผงขาวจะลามจนเต็มต้น ใบเหลือง และร่วงก่อนเวลา
บทความนี้จะพาไปเช็กก่อนว่าผงขาวที่เห็นใช่โรคนี้จริงไหม เกิดจากอะไร ผักชนิดไหนเป็นบ่อย แล้วค่อยลงมือแก้ทีละขั้น ด้วยวิธีที่ทำได้เองที่บ้าน ปลอดภัยกับคนที่ปลูกผักไว้กินเอง
1. ราแป้งคืออะไร เข้าใจง่ายใน 1 นาที
พูดง่ายๆ คือ เชื้อรากลุ่มนี้ขึ้นอยู่บนผิวใบ แล้วแทงส่วนดูดอาหารเข้าไปในเซลล์ผิวใบเพื่อดึงอาหารจากต้นพืช ผงขาวที่เราเห็นคือเส้นใยและสปอร์ (เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ของเชื้อรา) จำนวนมาก
โรคผงขาวบนใบมักไม่ทำให้ต้นตายทันที แต่ทำให้ใบสังเคราะห์แสงได้น้อยลง ต้นจึงโทรม ออกดอกติดผลได้น้อยลง
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมว่าโรคจากเชื้อราต่างจากโรคชนิดอื่นอย่างไร อ่านต่อได้ที่ โรคพืชจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ต่างกันอย่างไร
2. เช็กอาการก่อนแก้: ผงสีขาวบนใบ ใช่ราแป้งไหม
วิธีเช็กที่เร็วที่สุดคือเอานิ้วถูเบาๆ ถ้าผงหลุดติดนิ้วเหมือนฝุ่นแป้ง ไม่มีตัวแมลงขยับ และผิวใบใต้ผงเริ่มซีดเหลือง มีโอกาสสูงว่าเป็นโรคนี้ ก่อนลงมือแก้ ลองเดินดูแปลงตามเช็กลิสต์ด้านล่างก่อนครับ
2.1 อาการที่เห็นด้วยตา
- มีจุดผงขาวกลมๆ เล็กๆ ขึ้นบนใบ แล้วค่อยๆ ขยายจนเต็มใบ
- ผงขาวพบได้ทั้งใบ ยอดอ่อน ก้านดอก และผลอ่อน
- ใบที่เป็นนานๆ จะเหลือง บิดงอ แห้ง แล้วร่วง
- ต้นที่ปลูกชิดกันหรืออยู่ในที่ร่มมักเป็นก่อนและเป็นหนักกว่า
ถ้าเจออาการตรงกับข้างบน ข้ามไปทำตาม หัวข้อที่ 5 ได้เลย แต่ถ้าเห็นตัวแมลงหรือคราบที่ล้างออกง่าย ให้ดูตารางเทียบในข้อ 2.2 ก่อน
2.2 เทียบกับราน้ำค้าง เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว และฝุ่น
| สิ่งที่เห็น | จุดที่พบ | ลักษณะ | ถูหรือเขย่าแล้วเป็นอย่างไร |
|---|---|---|---|
| ราแป้ง | บนใบเป็นหลัก รวมถึงยอด ดอก ผลอ่อน | ผงขาวหรือเทา เริ่มเป็นดวงกลมแล้วลาม | ถูแล้วหลุดเป็นผง ไม่มีอะไรเคลื่อนที่ |
| ราน้ำค้าง (Downy mildew) | ใต้ใบ | ด้านบนใบเป็นปื้นเหลืองเป็นเหลี่ยมตามเส้นใบ ใต้ใบมีเส้นใยสีเทาอมม่วง | ไม่หลุดเป็นผงเหมือนแป้ง |
| เพลี้ยแป้ง | ซอกใบ กิ่ง ก้าน ใต้ใบ | ตัวเป็นปุยขาวคล้ายสำลี | เขี่ยแล้วเห็นตัวแมลง ค่อยๆ เดินได้ |
| แมลงหวี่ขาว | ใต้ใบ | แมลงตัวเล็กสีขาว มีปีก | เขย่าต้นแล้วบินขึ้นเป็นฝูง |
| ฝุ่นหรือคราบปูน | ผิวใบด้านบน | คราบบางๆ ทั่วใบ | ล้างน้ำออกง่าย ใบใต้คราบยังเขียวปกติ |
ถ้าสิ่งที่เจอเป็นแมลงตัวเล็กสีขาว แนะนำอ่าน แมลงศัตรูพืชช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ต้องเช็ก เพราะวิธีจัดการต่างกันคนละเรื่อง
2.3 ทดสอบด้วยนิ้วและแว่นขยาย
- เลือกใบที่มีผงขาวชัดๆ 2-3 ใบ
- ใช้นิ้วถูเบาๆ ถ้าผงหลุดเป็นฝุ่นละเอียดและใบใต้ผงซีดลง ให้สงสัยโรคเชื้อราผงขาวไว้ก่อน
- ส่องด้วยแว่นขยายหรือกล้องมือถือซูม ถ้าเห็นตัวแมลง ขา หรือปีก แปลว่าเป็นแมลง ไม่ใช่เชื้อรา
- พลิกดูใต้ใบ ถ้าใต้ใบมีเส้นใยสีเทาอมม่วง และด้านบนเป็นปื้นเหลืองตามเส้นใบ น่าจะเป็นราน้ำค้าง

3. ราแป้งเกิดจากอะไร และทำไมระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว
โรคนี้เกิดจากเชื้อราหลายชนิด สปอร์ของเชื้อปลิวมากับลม เมื่อตกลงบนใบในช่วงที่อากาศเหมาะ ก็งอกและสร้างผงขาวรุ่นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่เช้ามีหมอก กลางวันอุ่น จึงเป็นช่วงที่ต้องระวังที่สุด
3.1 เชื้อราสาเหตุ (เข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องจำชื่อ)
เชื้อสาเหตุมีหลายชนิด และส่วนใหญ่มักเจาะจงกลุ่มพืชที่มันชอบ ตัวอย่างที่มีรายงานในไทย เช่น
- ถั่วเขียว เกิดจากเชื้อ Oidium sp. ซึ่งแพร่ระบาดทางลม (ข้อมูลจากรักบ้านเกิด)
- มะเขือเทศ เกิดจากเชื้อ Oidiopsis sp. (ข้อมูลจาก Allkaset)
- พืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา ฟักทอง เมล่อน มีรายงานเชื้อ Erysiphe cichoracearum
แปลว่าเชื้อจากแปลงแตงไม่จำเป็นต้องข้ามไปทำลายพริกเสมอไป แต่ในสวนครัวที่ปลูกผักหลายชนิดชิดกัน ก็ไม่ควรประมาท ให้ดูแลทุกต้นที่มีอาการ
3.2 สภาพอากาศที่เชื้อชอบ
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า สภาพที่เหมาะต่อการเกิดโรคผงขาวในเมล่อน คือมีหมอกตอนเช้า และกลางวันอากาศอุ่นจนถึงร้อน ซึ่งตรงกับอากาศช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นปีของหลายพื้นที่ในไทย
อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ เอกสารการจัดการศัตรูพืชของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UC IPM) อธิบายว่าสปอร์ของเชื้อกลุ่มนี้งอกบนผิวใบได้โดยไม่ต้องมีน้ำเกาะ ต่างจากโรคเชื้อราส่วนใหญ่ เชื้อราผงขาวจึงไม่ต้องรอฝนตก แค่อากาศชื้น มีหมอก และกลางวันอุ่น ก็ระบาดได้แล้ว
3.3 นิสัยการปลูกที่ทำให้เป็นง่าย
- ปลูกถี่เกินไป ใบซ้อนกัน ลมไม่ผ่าน ความชื้นค้างในทรงพุ่ม
- ปลูกในที่ร่ม แดดส่องไม่ถึงใบล่าง
- ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกิน ต้นแตกใบอ่อนเยอะ ซึ่งเชื้อกลุ่มนี้ชอบเข้าทำลายส่วนที่ยังอ่อน เห็นได้จากตัวอย่างยางพาราที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เตือนว่าโรคมักระบาดช่วงแตกใบอ่อน และทำให้ใบอ่อนร่วง
4. ผักสวนครัวที่เป็นโรคผงขาวบ่อย และจุดที่ต้องหมั่นดู
ผักที่เจอบ่อยในสวนครัวคือกลุ่มพริก มะเขือ กลุ่มแตง และกลุ่มถั่ว ตารางนี้ช่วยให้รู้ว่าควรเดินดูตรงไหน และระวังช่วงไหน
| กลุ่มผัก | เชื้อที่มีรายงาน | ส่วนที่ควรดู | ช่วงที่ต้องระวัง |
|---|---|---|---|
| พริก มะเขือเทศ มะเขือ | Oidiopsis sp. (รายงานในมะเขือเทศ) | ใบทั้งด้านบนและใต้ใบ ใบล่างที่อยู่ในร่ม | อากาศเย็น ชื้น ช่วงปลายฝนถึงหน้าหนาว |
| แตงกวา ฟักทอง บวบ มะระ เมล่อน | Erysiphe cichoracearum | ใบ ก้านใบ เถา | เช้ามีหมอก กลางวันอุ่นถึงร้อน (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตรในเมล่อน) |
| ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว | Oidium sp. (รายงานในถั่วเขียว) | ใบ ยอด ฝักอ่อน | ช่วงออกดอก ถ้าเป็นช่วงนี้ต้นจะแคระแกร็น ติดฝักไม่ดี |
ข้อมูลจากรักบ้านเกิดระบุว่า ถ้าถั่วเขียวเป็นโรคช่วงออกดอก ต้นจะแคระแกร็น ติดฝักไม่ดี ฝักและเมล็ดเล็กลง แต่ถ้าเป็นช่วงที่เมล็ดเริ่มเต่งแล้ว ผลผลิตเสียหายไม่มาก ยิ่งพบโรคเร็วในช่วงที่ต้นยังอ่อนหรือกำลังออกดอก ความเสียหายยิ่งมาก
5. วิธีกำจัดราแป้งทีละขั้น สำหรับแปลงเล็กและกระถาง
หลักการคือลดปริมาณเชื้อก่อน แล้วทำให้สภาพแปลงไม่เหมาะกับเชื้อ จากนั้นค่อยพ่นสารป้องกันตามรอบ ทำครบ 4 ขั้นนี้จะได้ผลดีกว่าพ่นสารอย่างเดียว
- ตัดใบที่เป็นโรค ใส่ถุงปิดปาก แล้วทำลาย ตัดใบที่มีผงขาวมากออกอย่างเบามือ ใส่ถุงพลาสติกทันทีเพื่อไม่ให้สปอร์ฟุ้ง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เด็ดหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปทำลาย ห้ามทิ้งไว้ในแปลงหรือเอาไปทำปุ๋ยหมัก และล้างกรรไกรหลังตัดทุกครั้ง
- เปิดทรงพุ่มให้ลมผ่าน แดดส่องถึง ตัดใบล่างที่แก่หรือซ้อนกันออก ถอนต้นที่ขึ้นเบียดกัน กระถางที่วางชิดกันให้ขยับห่างออก รดน้ำที่โคนต้นแทนการรดบนใบ
- พ่นสารทางเลือกให้โดนทั้งบนใบและใต้ใบ เลือกสารจากหัวข้อที่ 6 พ่นช่วงเย็นหรือเช้าตรู่ เลี่ยงช่วงแดดจัด ให้ละอองเกาะทั่วทุกด้านของใบ
- พ่นซ้ำตามรอบและจดบันทึก รอบการพ่นซ้ำให้ทำตามฉลากของสารแต่ละชนิด จดวันที่พ่น สารที่ใช้ และสังเกตว่าใบใหม่ที่แตกออกมายังมีผงขาวไหม ช่วงที่โรคระบาด ให้งดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหนักๆ ไว้ก่อน
ข้อควรระวัง อ่านฉลากทุกครั้งก่อนใช้สาร ลองพ่นกับใบไม่กี่ใบก่อน แล้วรอดู 2-3 วันว่าใบไม่ไหม้ จึงค่อยพ่นทั้งต้น สวมถุงมือ หน้ากาก และเสื้อแขนยาวทุกครั้งที่พ่น ไม่พ่นตอนแดดร้อนจัดหรือลมแรง และเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามที่ฉลากกำหนด

6. สารที่ใช้ได้กับราแป้ง: จากของในบ้านถึงของร้านเกษตร
คนปลูกผักกินเองเริ่มจากของที่ปลอดภัยและหาง่ายก่อนได้ ถ้าระบาดหนักค่อยขยับไปใช้สารที่แรงขึ้น โดยทุกตัวต้องอ่านฉลากและใส่อุปกรณ์ป้องกันเสมอ
6.1 ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) และโพแทสเซียมไบคาร์บอเนต
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) แนะนำว่าช่วงที่ความชื้นสูง ให้ป้องกันด้วยผงฟู 200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียม (ไวท์ออยล์) ถ้าผสมใช้ในบ้าน คิดเป็นประมาณ 10 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร (คำนวณจากอัตราเดิม)
- ดูฉลากให้แน่ใจว่าเป็นโซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) เพราะผงฟูทำขนมบางยี่ห้อผสมสารอื่นด้วย
- ใช้บ่อยเกินไปอาจทำให้เกลือโซเดียมสะสมในดินและบนใบ ควรทดสอบกับใบไม่กี่ใบก่อน
- โพแทสเซียมไบคาร์บอเนตมีขายในร้านเกษตรบางแห่ง ใช้ตามอัตราบนฉลาก
6.2 นมเจือจาง
มีงานวิจัยของ Bettiol (1999) ในวารสาร Crop Protection พบว่านมวัวเจือจางควบคุมโรคผงขาวในซูกินีที่ปลูกในโรงเรือนได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับสวนครัว แต่ยังเป็นผลจากพืชชนิดเดียว ถ้าจะลอง ให้ทดสอบกับใบไม่กี่ใบก่อนเสมอ
6.3 ชีวภัณฑ์บาซิลลัส ซับทิลิส
บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) คือจุลินทรีย์ดีที่ช่วยยับยั้งเชื้อโรคพืช ข้อมูลจาก Allkaset แนะนำอัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อเริ่มพบการระบาด ทั้งนี้ให้ยึดอัตราบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาเป็นหลัก
6.4 กำมะถันผง และข้อห้ามผสม
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำว่า เมื่อโรคเริ่มระบาด ให้พ่นกำมะถันชนิดผง (ชนิดละลายน้ำ) หรือสารที่มีกำมะถันผสม ตามอัตราบนฉลาก
- ห้ามใช้ร่วมกับน้ำมันปิโตรเลียม สวพส. ระบุว่าน้ำมันปิโตรเลียมห้ามใช้ร่วมกับแคปแทนหรือกำมะถัน
- ไม่ควรพ่นตอนแดดร้อนจัด เพราะอาจทำให้ใบไหม้
- สวมหน้ากากและแว่นตาเสมอ เพราะผงกำมะถันระคายเคืองตาและทางเดินหายใจ
6.5 สารสกัดสมุนไพร
สารสกัดจากพืชอย่างสะเดา ขมิ้น ตะไคร้หอม และกานพลู เป็นทางเลือกที่เกษตรกรสายลดสารเคมีนิยมใช้ ถ้าไม่สะดวกหมักเอง สามารถใช้ ซายลอกซ์ (Growina Xylox) สารสกัดสมุนไพร ได้ รายละเอียดวิธีใช้อยู่ในหัวข้อที่ 7
6.6 เมื่อไหร่ควรใช้สารเคมี และหลักการสลับกลุ่มสาร
ถ้าทำครบทุกขั้นแล้วโรคยังลามเร็ว ค่อยพิจารณาสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา สวพส. แนะนำให้ใช้ชนิดดูดซึมสลับกับชนิดสัมผัส การสลับกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ช่วยลดโอกาสที่เชื้อราจะดื้อยา ไม่ควรใช้สารตัวเดิมซ้ำๆ ทุกรอบ และต้องเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามฉลากอย่างเคร่งครัด
7. ใช้ซายลอกซ์ (Growina Xylox) ร่วมดูแลราแป้งอย่างไร
ซายลอกซ์ (Growina Xylox) เป็นสารสกัดสมุนไพรป้องกันแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา ผลิตด้วยเทคโนโลยี Herbal EW มีสารสำคัญจากสะเดา ทองพันชั่ง ขมิ้น ตะไคร้หอม กานพลู และต้นสน หน้าสินค้าระบุการใช้กับโรคราแป้งไว้ด้วย
จุดที่เหมาะกับแปลงผักกินเองคือเป็นสารสกัดจากสมุนไพร แต่ขอย้ำว่าซายลอกซ์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลแบบผสมผสาน ต้องใช้คู่กับการตัดใบที่เป็นโรคและเปิดทรงพุ่ม ไม่ใช่ใช้แทน ผลลัพธ์ขึ้นกับความรุนแรงของโรคและการดูแลแปลง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน้าสินค้าซายลอกซ์
7.1 วิธีใช้ซายลอกซ์ในแปลงผักสวนครัว
- เขย่าขวดให้เข้ากันก่อนใช้
- ผสม 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับถังพ่นสะพายหลัง ถ้าใช้ถังพ่นขนาดเล็กในบ้าน เทียบได้ประมาณ 1.5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร (คำนวณจากอัตราบนหน้าสินค้า) ส่วนแปลงใหญ่ที่ใช้โดรน อัตราคือ 30 ซีซี ต่อไร่
- พ่นช่วงเย็น ให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ บริเวณที่ระบาด หรือพ่นเพื่อป้องกัน
- ผสมแล้วใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง
- รอบการพ่นซ้ำ ให้ทำตามอัตราบนฉลาก หรือสอบถามทีมงานทาง LINE @growina
- เก็บขวดในที่ร่ม อุณหภูมิปกติ
ทุกครั้งที่พ่น ให้อ่านฉลากก่อน สวมถุงมือและหน้ากาก และล้างมือให้สะอาดหลังใช้งาน
8. ป้องกันราแป้งไม่ให้กลับมา
การป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือเลือกพันธุ์ดี ปลูกให้โปร่ง และเดินดูแปลงสม่ำเสมอในช่วงเสี่ยง เพราะเมื่อเจอเร็ว ก็แก้ได้ง่ายและใช้สารน้อยกว่า
8.1 เลือกพันธุ์และระยะปลูก
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ใช้พันธุ์ที่แข็งแรงหรือต้านทานโรค และหมั่นสำรวจแปลง เวลาซื้อเมล็ดหรือกล้า ลองถามร้านว่ามีพันธุ์ที่ทนโรคผงขาวไหม และเว้นระยะปลูกให้ลมผ่านได้
8.2 ตารางเดินแปลงช่วงตุลาคมถึงกุมภาพันธ์
| ช่วงเวลา | สภาพอากาศโดยทั่วไป | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ตุลาคม-พฤศจิกายน | ปลายฝนต้นหนาว เริ่มมีหมอกเช้า | เดินดูแปลงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พลิกดูใบล่างและใต้ใบ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง |
| ธันวาคม-มกราคม | เช้าเย็น มีหมอก กลางวันอุ่น | เฝ้าระวังใกล้ชิด ถ้าแปลงเคยเป็นโรค ให้พ่นสารทางเลือกป้องกันตามรอบบนฉลาก |
| กุมภาพันธ์ | ปลายหนาว กลางวันเริ่มร้อน | เฝ้าระวังต่อ เก็บเศษใบที่เป็นโรคออกจากแปลง เตรียมแปลงรอบใหม่ |
8.3 บำรุงต้นให้แข็งแรงอย่างสมดุล
อย่าเร่งปุ๋ยไนโตรเจนจนต้นแตกใบอ่อนเยอะเกินไป มีงานวิจัยในวารสารเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าโพแทสเซียมซิลิเกตช่วยควบคุมโรคผงขาวและราน้ำค้างในแตงกวาญี่ปุ่น และลดจำนวนครั้งที่ต้องพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อราในแปลงเกษตรกรได้ ถือเป็นตัวเลือกเสริมที่น่าสนใจ โดยให้ใช้ตามอัตราบนฉลาก
ถ้าอยากวางระบบดูแลทั้งโรคและแมลงให้ครบ อ่านต่อได้ที่ เทคนิคจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM)

9. สรุป: จัดการผงขาวบนใบผักให้อยู่หมัด
- เช็กอาการก่อน ถูด้วยนิ้ว ถ้าหลุดเป็นผงและไม่มีตัวแมลง น่าจะเป็นโรคเชื้อราผงขาว
- ตัดใบที่เป็นโรค ใส่ถุงปิดปาก นำไปทำลาย ห้ามทำปุ๋ยหมัก
- เปิดทรงพุ่ม ให้ลมผ่าน แดดส่องถึง รดน้ำที่โคน
- พ่นสารทางเลือกตามรอบ ให้โดนทั้งบนใบและใต้ใบ อ่านฉลากและใส่อุปกรณ์ป้องกันเสมอ
- เฝ้าระวังตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ เดินแปลงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ปรึกษาปัญหาพืชฟรี! ติดต่อทีมงาน Growina Thailand
ไม่แน่ใจว่าผงขาวบนใบผักที่บ้านเป็นโรคอะไร ถ่ายรูปใบทั้งด้านบนและใต้ใบส่งมาให้ทีมงานช่วยดูได้เลยครับ ยินดีให้คำแนะนำฟรี
- LINE: @growina
- โทร: 093-818-6658
- ดูประสบการณ์จริงจากผู้ใช้ได้ที่ หน้ารีวิวลูกค้า Growina และ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราแป้ง
เชื้อผงขาวบนใบติดต่อไปต้นอื่นได้ไหม
ติดได้ครับ สปอร์ของเชื้อปลิวไปกับลมได้ง่าย ต้นที่ปลูกชิดกันหรืออยู่ใต้ลมจึงเสี่ยงที่สุด ควรตัดใบที่เป็นโรคใส่ถุงปิดปากทันที ล้างกรรไกรหลังตัด และเดินดูต้นข้างเคียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ผักที่มีผงขาวบนใบยังกินได้ไหม
ส่วนใหญ่ยังกินได้ แต่ควรตัดส่วนที่เป็นโรคมากทิ้ง แล้วล้างผักให้สะอาดก่อนปรุง ที่สำคัญคือถ้าเคยพ่นสารใดๆ ต้องเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามที่ฉลากกำหนดทุกครั้ง
ผงฟูกับเบกกิ้งโซดาใช้แทนกันได้ไหม
ใช้แทนกันได้ถ้าเป็นโซเดียมไบคาร์บอเนตเหมือนกัน คำแนะนำทางเกษตรที่ใช้คำว่าผงฟูหมายถึงสารตัวนี้ แต่ผงฟูทำขนมบางยี่ห้อผสมสารอื่นด้วย ให้ดูฉลากก่อน อัตราของ สวพส. คือ 200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
ราแป้งกับราน้ำค้างต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ตำแหน่งและลักษณะ โรคผงขาวเห็นเป็นผงบนผิวใบ ถูแล้วหลุด ส่วนราน้ำค้างทำให้ด้านบนใบเป็นปื้นเหลืองเป็นเหลี่ยมตามเส้นใบ และมีเส้นใยสีเทาอมม่วงใต้ใบ สองโรคนี้ใช้วิธีจัดการต่างกัน จึงควรแยกให้ออกก่อน
พ่นแล้วผงขาวไม่หาย แปลว่าไม่ได้ผลหรือเปล่า
ไม่จำเป็นครับ ใบที่ถูกทำลายแล้วจะไม่กลับมาเหมือนเดิม ผงหรือรอยด่างอาจยังค้างอยู่ ให้ดูผลจากใบใหม่ที่แตกออกมาแทน ถ้าใบใหม่สะอาด ไม่มีผงขาว แปลว่าการจัดการได้ผล
ใบที่เป็นโรคเอาไปทำปุ๋ยหมักได้ไหม
ไม่ควรครับ เพราะสปอร์อาจรอดและกลับมาระบาดในแปลงได้ กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เด็ดหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปทำลาย ให้ใส่ถุงปิดปากแล้วทิ้งรวมกับขยะ ไม่ทิ้งไว้ในแปลง
เขียนและตรวจทานโดย Growina Thailand · อัปเดตล่าสุด 19 ตุลาคม 2569

